ลำดับเหตุการณ์ ให้ความช่วยเหลือผู้สูญหาย
ในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย

เหตุการณ์และความสอดคล้อง

  • ทีมฟุตบอลเยาวชน หมูป่า อะคาเดมี่ แม่สาย มักจะมาซ้อมฟุตบอลบริเวณสนามกีฬาโรงเรียนบ้านจ้อง หลังซ้อมเสร็จจึงได้ชวนกันไปเที่ยวถ้ำหลวง
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายได้มีกิจกรรมออกค่ายในพื้นที่และมีกำหนดกลับวันนี้ แต่เกิดเหตุเครื่องปั๊มน้ำเกิดเสีย เจ้าหน้าที่จึงได้เข้ามาแก้ไข ทำให้ไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าทางเข้าถ้ำหลวง
  • ในช่วงที่เกิดเหตุเป็นต้นฤดูฝน พายุดีเปรสชั่นลูกแรกของปีนี้คือ พายุมังคุด ได้ตกบริเวณดอยนางนอน อำเภอแม่สาย สะสมหลายวัน และทุกๆ ปี จะมีการแจ้งเตือนให้ระมัดระวังไม่ให้คนเข้าไปในถ้ำตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม เกรงว่าจะเกิดอันตรายได้

23 มิถุนายน 2561 “ปฐมบท”

วันเสาร์ ที่ 23 มิถุนายน 2561 มีกลุ่มนักท่องเที่ยวได้เข้าไปท่องเที่ยวในถ้ำ จนกระทั่งเวลา 17.00 น. เจ้าหน้าที่วนอุทยาน สังเกตเห็นรถจักรยาน 11 คัน และจักรยานยนต์ 1 คัน จอดอยู่บริเวณทางเข้าถ้ำหลวง จึงเข้าไปตรวจสอบในเบื้องต้น แต่ไม่มีวี่แววที่จะพบกลุ่มนักท่องเที่ยวดังกล่าว จึงได้รายงาน นายกมลไชย คชชา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 และนายสวัสดิ์ ทวีรัตน์ ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ ให้ทราบและได้เข้าพื้นที่เกิดเหตุเพื่อดำเนินการควบคุม กำกับ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดเข้าร่วมค้นหา ต่อมาเวลา 20.00 น. ทีมกู้ภัยของมูลนิธิสยามรวมใจแม่สาย ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 15 เชียงราย และศูนย์วิทยุ 191 สถานีตำรวจภูธรแม่สาย ได้รับแจ้งเหตุว่ามีเด็กหายตัวเข้าไปในถ้ำหลวง จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจในพื้นที่ให้เข้าไปตรวจสอบ และทราบในเวลาต่อมาว่า มีผู้ติดอยู่ภายในถ้ำจำนวน 13 คน ประกอบด้วยโค้ชวัย 25 ปี และนักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่า อะคาเดมี แม่สาย อายุระหว่าง 11 – 16 ปี จำนวน 12 คน

วันที่ 24 มิถุนายน 2561 “เหมือนจะง่าย”

เวลา 01.15 น. ของวันอาทิตย์ ที่ 24 มิถุนายน 2561 เจ้าหน้าที่วนอุทยานฯ ทีมกู้ภัยสยามรวมใจ ทีมกู้ชีพสมาคมศิริกรณ์ เชียงราย เข้าไปสำรวจบริเวณภายในถ้ำหลวง เพื่อค้นหากลุ่มนักท่องเที่ยว ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร ได้พบรองเท้าแตะ 12 คู่ กระเป๋าสะพาย 2 ใบ น้ำ 2 ถัง บริเวณสามแยก และระดับน้ำภายในถ้ำยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงได้ยุติการค้นหาเป็นการชั่วคราว ช่วงเช้า Mr. Vern Unsworth นักสำรวจถ้ำชาวอังกฤษ นายชัยยนต์ ศรีสมุทร และเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เดินเท้าเข้าไปภายในถ้ำ หลังจากเข้าสำรวจเสร็จจึงได้ระดมทีมเพื่อหาวิธีการลดระดับน้ำภายในถ้ำ โดยนำเครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก กระสอบทราย 30 กระสอบ และอุปกรณ์ต่าง ๆ พร้อมระดมกำลังพลจากทหารและตำรวจ จำนวน 50 คน โดยวางเจ้าหน้าที่พร้อมวิทยุสื่อสารไว้ตามจุดต่าง ๆ แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะกระแสน้ำแรงมาก ช่วงบ่าย นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้จัดตั้ง ศรอ. เพื่อวางแผนช่วยเหลือและได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารส่วนราชการต่างๆ จึงได้เรียกทีมดำน้ำของหน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) พร้อมขอกำลังหน่วยทำลายใต้น้ำจู่โจม (SEAL) ของหน่วยปฏิบัติการสงครามพิเศษทางเรือ กองทัพเรือไทย เมื่อหน่วย SEAL มาถึงความหวังก็มีมากขึ้น

วันที่ 25 มิถุนายน 2561 “ยากกว่าที่คิด”

วันจันทร์ ที่ 25 มิถุนายน 2561 เวลา 02.50 น. น.อ.อนันท์ สุราวรรณ์ ผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ 1 พร้อมหน่วย SEAL เดินทางถึงวนอุทยาน ได้ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่และทีมค้นหา โดยเบื้องต้นได้สำรวจพื้นที่ใต้น้ำหาช่องทางระบายน้ำและดูช่องทางที่จะมุดไปยังอีกฝั่งของน้ำ เพื่อหาตัวคนที่ติดอยู่ในถ้ำจนถึงบริเวณสามแยกที่พบร่องรอย แต่ยังไม่พบผู้สูญหายทั้ง 13 คน และระดับน้ำในถ้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งปฏิบัติการค้นหาอย่างเร่งรีบและสับสน ส่วนหนึ่งมีคณะจิตอาสาประกอบเลี้ยงอาหารมื้อแรกจากพ่อเลี้ยงบุญมั่น เจ้าของตลาดสดในพื้นที่แม่สาย และมีเอกชนรายอื่นตลอดจนเริ่มมีโรงครัวพระราชทานจากหน่วยงานทหารเข้ามาเป็นกองกำลังเสริมพลังแรงกายให้กับเจ้าหน้าที่มากกว่า 500 ชีวิต

วันที่ 26 มิถุนายน 2561”ไสยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และกำลังพล”

วันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน 2561 เวลา 00.20 น. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อำเภอแม่สายได้เริ่มดำเนินการเดินสายไฟติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และเริ่มสูบน้ำออกทางหนองน้ำพุ เพื่อลดระดับน้ำในถ้ำ โดยเร่งพาดสายไฟเพิ่มเติมเชื่อมสายจากเครื่องปั่นไฟ และดึงสายไฟ IEC เข้าไปในถ้ำเพื่อใช้กับเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ ช่วงเช้ามีการทำพิธีตามหาคนแบบสมัยโบราณ โดยการตีฆ้องและตีกลองเพื่อเป็นการเรียกให้คนที่หายไปได้ยินตามความเชื่อ ด้วยจำนวนคนที่หลั่งไหลเข้ามาและการจราจรที่ติดขัด ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดจัดเวรยามร่วมกับตำรวจเพื่อคัดกรองการจราจร และได้สนับสนุนอัตรากำลังและช่วยปฏิบัติงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอด 24 ชั่วโมง เวลา 10.35 น. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีกว่าการกระทรวงมหาดไทย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมผู้บริหารหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ ได้เข้าร่วมประชุมหารือจึงได้มีการร้องขอนักดำน้ำกู้ภัยชาวอังกฤษ 3 ท่าน และเริ่มหาโพรงหรือหลุมยุบของถ้ำทางอากาศและภาคพื้นดิน หน่วย SEAL ปฏิบัติงานเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะมีฝนตกลงมาอย่างหนักและระดับน้ำก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

วันที่ 27 มิถุนายน 2561 “จากท้องถิ่นสู่ระดับโลก”

วันพุธ ที่ 27 มิถุนายน 2561 สภาพอากาศไม่เป็นใจ เจ้าหน้าที่ต้องเปลี่ยนแผนการค้นหาและช่วยเหลือกะทันหัน โดยเบื้องต้นหน่วย SEAL ยุติการปฏิบัติงานชั่วคราวเพราะระดับน้ำในถ้ำสูงขึ้น จึงต้องเร่งสูบน้ำ โดยได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำกว่า 20 ตัว ซึ่งมีกำลังสูบน้ำออกมาจากถ้ำได้ประมาณ 3,000-5,000 ลิตร/นาที ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี คือระดับน้ำได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมอุทยานฯ ร่วมกับกำลังพลทหาร และตชด. ปูพรมตั้งแต่เช้าปฏิบัติการค้นหาโพรงหรือหลุมยุบของถ้ำทางอากาศและโรยตัวลงไปหาทางเข้าไปในถ้ำ พบจำนวน 2 ปล่อง แต่เป็นปล่องตัน เวลา 17.00 น. นายธัญญา เนตธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วย นายจงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีฯ ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบ ติดตาม และวางแผนเพื่อประเมินเหตุการณ์ในการการปฏิบัติ พร้อมกับ น. Mr. Robert Charlie Harper, Mr. Richard William Stanton และ Mr. John Volanthen นักดำน้ำที่ร้องขอได้เดินทางถึงถ้ำหลวงและได้ทำการทดสอบอุปกรณ์ พร้อมได้เข้าถ้ำหลวงเพื่อปฏิบัติการ แต่ฝนเกิดตกลงมาอีกครั้งหลังจากทิ้งช่วงไปกว่า 7 ชั่วโมง

วันที่ 28 มิถุนายน 2561 “ระดมสรรพกำลัง”

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มิถุนายน 2561 ช่วงเช้ามืดเกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้ระดับน้ำในถ้ำเพิ่มสูงขึ้นจนถึงปากถ้ำ ส่งผลให้หน่วย SEAL รวมถึงนักประดาน้ำจากอังกฤษต้องพักการค้นหาไว้ชั่วคราว ตลอดทั้งหยุดเดินเครื่องสูบน้ำทั้งระบบ จึงได้ประชุมปรับแผนการค้นหาใหม่ เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตารอง ผบ.ตร. Mr. Vern Unsworth และทีมกู้ภัยจิตอาสาที่รวมตัวกันจากหลายจังหวัด ขึ้นสำรวจโพรงถ้ำ พร้อมนำสุนัขตำรวจ K–9 ติดตามกลิ่น แต่ฝนที่ตกต่อเนื่องโดยเฉพาะเมื่อคืนที่ฝนตกหนักทำให้พื้นดิน กลายเป็นโคลนยากต่อการปฏิบัติงาน กรมทางหลวงชนบท จึงได้ปรับพื้นที่โดยขนหินละเอียดเข้าถมพื้นที่บริเวณลานด้านหน้าศรอ. และทางบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (CAT) ได้เชื่อมต่อสาย Fiber Optic เพื่อให้มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตภายในถ้ำและทำการติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ด้านใน เวลา 10.30 น. เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ทหาร ร่วมกับ ปภ. เดินเท้าสำรวจลำห้วย 2 สาย บริเวณโดยรอบวนอุทยาน คือ ลำห้วยมะกอก และลำห้วยน้ำดัน เพื่อทำการปิดกั้นน้ำและเส้นทางน้ำที่คาดว่าจะไหลลงถ้ำหลวง และได้เริ่มเจาะผนังถ้ำ โดย มทบ.37 และ มทบ. 34

วันที่ 29 มิถุนายน 2561 “ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ”

วันศุกร์ ที่ 29 มิถุนายน 2561 เวลา 07.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานตั้งโรงทานเลี้ยงเจ้าหน้าที่สื่อมวลชนและประชาชน เฉลี่ยวันละ 1,000 คน โดยมีจิตอาสาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาช่วยกันประกอบอาหาร รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ ด้วย และมีการสนับสนุนอุปกรณ์การกู้ภัยซึ่งหายากและไม่มีในประเทศไทย เช่น ชุดดำน้ำ เสื้อกันฝน ยากันยุง ไฟฉาย หมวก ถุงเท้า เป็นต้น เวลา 09.29 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้เดินทางมาถึงวนอุทยานและเข้าพบผู้ปกครองและญาติของผู้สูญหายพร้อมเยี่ยมเจ้าหน้าที่ สถานการณ์การสูบน้ำออกจากถ้ำหลวงเริ่มเป็นไปในทางบวก การเร่งสูบน้ำออกจากทางปากถ้ำระดับน้ำเริ่มลดลง สำหรับการขุดเจาะน้ำบาดาล พบว่าเจอน้ำบาดาลแล้วที่ความลึก 25 เมตร มีการหย่อนกล่องช่วยเหลือจำนวน 20 กล่อง ลงไปในปล่องถ้ำทางต้นน้ำเพื่อให้กล่องลอยตามกระแสน้ำไปถึงจุดที่ 13 ชีวิตอยู่ เวลา 20.10 น. พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร เกจิชื่อดังแห่งวัดพระธาตุดอนเรือง รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ได้เดินทางมาทำพิธีเพื่อส่งกำลังใจ สำหรับภารกิจการสำรวจปล่องได้ จำนวน 4 ปล่อง แต่เป็นปล่องตัน

วันที่ 30 มิถุนายน 2561 “ความหวังยังไม่สิ้น

วันเสาร์ ที่ 30 มิถุนายน 2561 ระดับน้ำภายในถ้ำหลวงได้ลดลงซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีและไม่มีฝนตก จึงได้มีการเตรียมการซักซ้อมแผนการย้ายผู้สูญหายออกจากถ้ำในกรณีที่พบผู้สูญหาย โดยจะซักซ้อมตั้งแต่การนำผู้ประสบภัยออกจากถ้ำ ไปจนถึงการขนย้ายด้วยเฮลิคอปเตอร์ เวลา 11.10 น. เจ้าหน้าที่จากสมาคมน้ำบาดาลไทย ได้กระจายกำลังไปขุดบ่อบาดาลที่ขุนน้ำนางนอน จำนวน 13 หลุม ทำให้น้ำรอบๆ ถ้ำหลวงลดลงอย่างรวดเร็ว กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่จัดทำลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริเวณดอยผาหมี ส่วนหน่วย SEAL สามารถเข้าไปที่โถงสามได้แล้ว และได้ทำสัญลักษณ์ไว้เพื่อทำให้ไม่หลงทิศ มีการขนย้ายถังอากาศผูกติดไว้ทุกๆ 25 เมตร เพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้เปลี่ยนถังได้ทุกจุด สำหรับภารกิจการสำรวจปล่องได้ดำเนินการบินสำรวจปล่องทางอากาศโดยใช้โดรน บริเวณสันเขาด้านขวาของถ้ำหลวง แต่ไม่พบปล่องของถ้ำหลวงในบริเวณดังกล่าว และการสำรวจปล่องของถ้ำหลวง โดยเดินเท้าพบปล่องที่ 11 แต่ไม่มีเส้นทางเดินต่อ

วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 “สัญญาณที่ดี”

วันอาทิตย์ท ที่ 1 กรกฎาคม 2561 ช่วงเช้าอากาศค่อนข้างแจ่มใส ฟ้าเปิด ฝนตกไม่ตก และแดดแรง เวลา 10.20 น. หน่วย SEAL ได้เข้าไปตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้าภายในโถงสามของถ้ำหลวงสำเร็จ เพื่อลดเวลาและการขนย้ายอุปกรณ์ของกำลัง การสูบน้ำออกจากถ้ำดำเนินไปได้ด้วยดี น้ำที่สูบออกมาใส แสดงว่าไม่มีน้ำจากภายนอกเข้าไปเติม อธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี นายจงคล้าย วรพงษธร รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายกมลไชย คชชา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ทำการเดินสำรวจหารอยแยกของชั้นหินในลำธาร บริเวณลำห้วยผาฮี้ ลำห้วยน้ำดัน และลำห้วยมะกอก พบรอยแยกที่คาดว่าน้ำอาจไหลลงสู่ถ้ำหลวง จำนวน 6 จุด และระดับน้ำอาจจะลดลงมากกว่า 50% เมื่อไหลผ่านรอยแยกในลำธารที่สำรวจพบ จึงได้วางแผนทำฝายกั้นน้ำเพื่อเบี่ยงทางน้ำ

วันที่ 2 กรกฎาคม 2561 “ผลที่เกิดจากความพยายาม”

วันจันทร์ ที่ 2 กรกฎาคม 2561 ระดับน้ำลดลงเป็นอย่างมาก การทำงานในถ้ำของหน่วย SEAL คืบหน้า สามารถลากเชือกนำทางไปถึงสามแยกและได้ไปทางด้านซ้าย แต่เจอร่องที่ลึกและแคบมาก ไม่สามารถผ่านจุดนี้ได้เพราะติดถึงอากาศ จึงได้พยายามเปิดรูดังกล่าวให้กว้างขึ้น ด้านชุดปฏิบัติการรบพิเศษค้นหากู้ภัย ทหารบกใช้ ฮ. MI 17 นำทีมวิศวกรพร้อมเครื่องมือขุดเจาะไปยังบริเวณเหนือหาดพัทยา พล.ต.บัญชา ดุริยะพันธ์ ผบ.มทบ.37 ได้สั่งการขุดเจาะบ่อบาดาลบริเวณขุนน้ำนางนอนและถ้ำทรายทอง ซึ่งมีตาน้ำและน้ำอยู่เต็มถ้ำจึงใช้รถแบ็กโฮและหัวเจาะทลายถ้ำ เพื่อระบายน้ำและสูบน้ำต่อท่อด้วยเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ ทำให้ตอนนี้สามารถระบายน้ำได้ดียิ่งขึ้น เวลา 16.03 น. กรมชลประทาน กรมทรัพยากรธรณี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทหาร และชาวบ้านดอยผาหมี บ้านดง บ้านห้วยมะกอก ร่วมกันสร้างฝาย เพื่อเบี่ยงเบนทางน้ำไม่ให้น้ำไหลจากลำธารเข้าภายในถ้ำหลวง ในพื้นที่ดอยผาหมี ลำห้วยน้ำดัน จำนวน 5 ตัว และดอยผาฮี้ ลำห้วยมะกอก จำนวน 1 ตัว รวมจำนวน 6 ตัว ตั้งแต่เวลา 18.40 น. ได้ส่งนักดำ เพื่อวางข่ายโทรศัพท์และดำน้ำค้นหาจนกระทั่งเวลา 21.38 น. ชุดนักดำน้ำอังกฤษ โดยมี Mr. Richard William Stanton และ Mr. John Volanthen ได้ดำน้ำผ่านจุดพัทยาบีช และได้พบกับ 13 ชีวิต บริเวณเนิมนมสาวซึ่งอยู่ติดกับพัทยาบีช รวมเวลาการปฏิบัติภารกิจการค้นหาผู้พลัดหลงภายในถ้ำหลวง เป็นเวลา 9 วัน 5 ชั่วโมง 41 นาที

วันที่ 3 กรกฎาคม 2561 “เสียสละ”

วันอังคาร ที่ 3 กรกฎาคม 2561 สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย ได้สำรวจพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำที่สูบออกลงลำธารสาธารณะ 2 ตำบล ได้แก่ ตำบลโป่งผา และตำบลบ้านด้าย เนื้อที่ 1,397 ไร่ เกษตรกร 101 ราย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จึงได้ประกาศเขตภัยพิบัติและมอบเงินช่วยเหลือเยียวยา 1,113 บาท/ไร่ แต่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบไม่รับและยินดีเป็นพื้นที่รับน้ำต่อ เวลา 15.00 น. แพทย์ นักดำน้ำและพยาบาลของหน่วย SEAL ทั้งสิ้น 7 นาย ได้เข้าไปเช็คสุขภาพทั้ง 13 คนแล้ว โดยพันโท นายแพทย์ ภาคย์ โลหารชุน ได้เปิดเผยว่ามีสุขภาพอ่อนเพลีย 2 คน และอีก 11 คนร่างกายปกติ ได้มีการเตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์ดำน้ำ full face mask จำนวน 15 ตัว เพื่อนำมาให้ทั้ง 13 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นต้องการไซส์ S หรือ XS กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ ป่า และพันธุ์พืช ได้สนับสนุนอัตรากำลังบริเวณถ้ำและภายในถ้ำ ส่วนการนำสายโทรศัพท์ไปถึงพัทยาบีชยังมีอุปสรรคล่าช้า ยังไปไม่ถึง และยังคงสำรวจหาปล่องหรือหลุมยุบบนถ้ำเพื่อหาทางทะลุต่อไป

วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 “เยียวยาจิตใจ”

วันพุธ ที่ 4 กรกฎาคม 2561 หลังพบ 13 ชีวิตที่เนินนมสาว และรอการพาตัวออกจากถ้ำหลวง ครูบาบุญชุ่ม ได้มาทำพิธีที่ถ้ำหลวง เป็นครั้งที่ 2 ได้วางแนวทางการดูแลสภาพจิตใจของ 13 ชีวิตหลังออกจากถ้ำ และการเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลในการรักษาตัว สำหรับภารกิจของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนอัตรากำลังบริเวณหน้าถ้ำ โดยการดูแลอุปกรณ์เครื่องสูบน้ำ สายไฟฟ้า และภายในถ้ำ ลำเลียงขนย้ายถึงออกซิเจน เสบียงอาหาร อุปกรณ์ดำน้ำและเครื่องมือกู้ภัยให้หน่วย SEAL และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องภายในถ้ำ อำนวยความสะดวกด้านจราจรให้เกิดสภาพการจราจรคล่องตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงชั่วโมงหรือวินาทีที่เร่งด่วนหรือกรณีฉุกเฉิน

วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 “จะรอหรือสู้ต่อ”

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กรกฎาคม 2561 สภาพอากาศแจ่มใส แต่ยังคงดำเนินการเร่งสูบน้ำเพื่อลดระดับน้ำ เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ คงดำเนินการเบี่ยงทางน้ำบริเวณจุดทำฝายห้วยน้ำดันและห้วยมะกอก สนับสนุนอัตรากำลังในการขนย้ายอุปกรณ์ภายในถ้ำและนอกถ้ำ ดำเนินการอำนวยความสะดวกด้านจราจร และสำรวจปล่องของถ้ำด้านบนที่จะทะลุไปยังบริเวณพัทยาบีชและเนินนมสาวซึ่งเป็นจุดที่ 13 ชีวิตอยู่ พบปล่องที่ 12 เป็นปล่องลึก 300 เมตรและตัน ระหว่างนั้นหน่วย SEAL และแพทย์สนามได้ดูแลสุขภาพ อาหารการกินเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายให้แข็งแรง เพื่อให้มีความพร้อมในการช่วยเหลือให้ออกจากถ้ำอย่างเร็วที่สุด

วันที่ 6 กรกฎาคม “สูญเสีย”

วันศุกร์ ที่ 6 กรกฎาคม 2561 ช่วงเช้าของวันพบว่า จ.อ.สมาน กุนัน หรือจ่าแซม อดีตนักทำลายใต้น้ำจู่โจมได้สละชีพกลางถ้ำหลวง โดยเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม เวลา 20.37 น. ได้ลำเลียงถังอากาศจากโถงสามไปวางตามจุดต่างๆ บริเวณสามแยก ขณะดำน้ำกลับได้หมดสติในน้ำคู่หูดำน้ำจึงได้ปฐมพยาบาล (CPR) แต่ก็ยังไม่ได้สติ จึงรีบนำกลับมายังโถงสามเพื่อปฐมพยาบาลอีกครั้ง แต่ไม่ได้ผลและเสียชีวิต เวลาประมาณ 02.00 น. ในวันที่ 6 กรกฎาคม จึงนำศพออกมาหน้าถ้ำและนำส่งโรงพยาบาลค่ายพญาเม็งรายมหาราช นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน และเกิดการสูญเสียต่อประชาชนชาวไทยและต่างประเทศอย่างคาดไม่ถึง

วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 “วางแผน”

วันเสาร์ ที่ 7 กรกฎาคม 2561 ภายในถ้ำหน่วย SEAL และเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ คงปฏิบัติการเร่งลำเลียงถังอากาศเพิ่มขึ้น ส่วน 13 ชีวิตได้เขียนจดหมายถึงผู้ปกครองว่าทุกคนแข็งแรงดีโดยโค้ชเอกได้สัญญาจะดูแลทุกคนให้ดีที่สุด ภายนอกถ้ำเจ้าหน้าที่ยังคงสำรวจปล่องของถ้ำที่คาดว่าจะทะเลาสู่ภายในถ้ำได้ สามารถพบ จำนวน 4 ปล่อง แต่ล้วนเป็นปล่องตัน อีกส่วนหนึ่งก็ซ่อมแซมฝายให้คงประสิทธิภาพ สำหรับศพจ่าเอกสมาน ได้นำกลับถึงบ้านเกิดจังหวัดร้อยเอ็ด และแพทย์เฝ้าดูแลสภาพจิตใจครอบครัว

วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 “D-day Rescue”

วันอาทิตย์ ที่ 8 กรกฎาคม 2561 ได้เริ่มปฏิบัติการเคลื่อนย้ายผู้พลัดหลงออกจากถ้ำหลวง โดยจะทยอยออกมา ซึ่งอาจใช้เวลาหลายวัน และวันดังกล่าวสามารถช่วยเหลือออกมาจากถ้ำได้ จำนวน 4 คน นับว่าเป็นปฏิบัติการรวมผู้เชี่ยวชาญดำน้ำในถ้ำระดับโลก 15 นาย จากหลายประเทศ ประกอบด้วย ออสเตรเลีย 2 คน เดนมาร์ก 2 คน แคนาดา 1 คน ฟินแลนด์ 1 คน จีน 6 คน และสหรัฐฯ 3 คน มีทีม SEAL ไทยและผู้สนับสนุน 22 นาย เริ่มปฏิบัติภารกิจตั้งแต่เวลา 10.00 น. กระทั่งเวลา 19.30 น. ระหว่างการขนย้ายโดยการดำน้ำนั้น เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ยังคงดำเนินการขนย้ายถังอากาศตลอดเวลา

“ประสบความสำเร็จ”

วันจันทร์ ที่ 9 กรกฎาคม 2561 เวลา 11.00 น. ได้ปฏิบัติการต่อเนื่องตามแผน โดยทีมดำน้ำเข้าถ้ำ และสามารถช่วยเหลือออกมาจากถ้ำได้ จำนวน 4 คน รวม จำนวน 8 คน

วันอังคาร ที่ 10 กรกฎาคม 2561 สามารถช่วงเหลือออกมาจากถ้ำได้ จำนวน 5 จนสำเร็จตามเป้าหมาย รวมระยะเวลาปฏิบัติภารกิจทั้งสิ้น 17 วัน 4 ชั่วโมง 29 นาที

“ปิดถ้ำหลวง”

วันอังคาร ที่ 10 กรกฎาคม 2561 เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ยังคงดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนอัตรากำลังภายในถ้ำ ขนย้ายถังอากาศ สายสื่อสาร สายไฟและชุดดำน้ำบางส่วนออกจากถ้ำ การทำความสะอาดสถานที่โดยรอบ การช่วยขนย้ายอุปกรณ์และสัมภาระของเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นๆ การอำนวยความสะดวกดูแลการจราจร และการจัดทำรั้วและประตูปิดบริเวณทางเข้าถ้ำหลวงพร้อมติดป้ายประกาศขอบคุณการให้ความร่วมช่วยในการปฏิบัติภารกิจและประกาศปิดวนอุทยานฯ

ดาวน์โหลด ไฟล์ PDF
เรื่อง
ประมวลภาพเหตุการณ์ ปฏิบัติการถ้ำหลวง : บันทึกวาระแห่งโลก